เราใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงเว็บไซต์และดูว่ามีการใช้งานอย่างไร นโยบายคุกกี้

ข้ามไปยังเนื้อหา
EN

มาตรฐานน้ำประปาดื่มได้ฉบับ 2569: สิ่งที่เปลี่ยน และค่าที่ตรวจเองหน้างานได้

ณัฐญาณี มาประเสริฐ · หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ
28 กันยายน 2569 · ตรวจทานล่าสุด 28 กันยายน 2569

กรมอนามัยออกเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ฉบับใหม่ ชื่อเต็มว่า ประกาศกรมอนามัย เรื่อง เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2569 อธิบดีกรมอนามัยลงนามเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 และสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำเผยแพร่เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ประกาศนี้ยกเลิกฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 ทั้งฉบับ ค่าส่วนใหญ่ยังเท่าเดิม แต่มีสองค่าที่เข้มขึ้น วิธีวัด TDS เหลือวิธีเดียว และมีเงื่อนไขใหม่ว่าใครเป็นคนออกผลวิเคราะห์

เกณฑ์นี้คือเกณฑ์ที่ใช้รับรองว่าน้ำประปาของระบบหนึ่ง "ดื่มได้" ประกาศนิยามน้ำประปาดื่มได้ว่าเป็นน้ำประปาที่ควบคุมคุณภาพตั้งแต่ระบบผลิตจนถึงบ้านผู้ใช้น้ำ ไม่ใช่เฉพาะน้ำที่ออกจากโรงกรอง และออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่กฎหมายอาหาร น้ำดื่มบรรจุขวดอยู่คนละฉบับ คือประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 462) ซึ่งเราเขียนไว้ในบทความเรื่องการตรวจคุณภาพน้ำดื่มบรรจุขวด ตัวเลขสองฉบับใกล้กันแต่ไม่เท่ากัน อย่าหยิบค่าข้ามฉบับ

ค่าที่เข้มขึ้นสองค่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องบนกระดาษ ในปีงบประมาณ 2568 กรมอนามัยตรวจน้ำประปาหมู่บ้าน 4,873 แห่งใน 76 จังหวัด ระบบที่ผ่านครบ 21 ค่าตามเกณฑ์ปี 2563 มีเพียง 9.5% ความขุ่นเกิน 5 NTU พบ 779 แห่ง และแมงกานีสเกิน 0.3 มก./ล. พบ 317 แห่ง ทั้งสองค่าคือค่าที่เพิ่งถูกลดเพดานลง ส่วนการรับรอง กรมอนามัยแถลงเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2567 ว่าประปาหมู่บ้านที่ อปท. ดูแลมีกว่า 69,028 แห่ง แต่ผ่านการรับรองน้ำประปาดื่มได้เพียง 21 แห่ง

21 ค่าในตารางแนบท้ายประกาศ

ตารางแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ทุกค่าเป็นค่าสูงสุดที่ยอมให้ ยกเว้น pH ที่เป็นช่วง และแบคทีเรียที่ต้องตรวจไม่พบ ตัวเลขด้านล่างอ่านจากตารางแนบท้ายประกาศโดยตรง

ด้านกายภาพ

  • ความขุ่น ไม่เกิน 4 NTU วิเคราะห์ด้วยวิธี Nephelometric
  • สีปรากฏ ไม่เกิน 15 หน่วยแพลตตินัม-โคบอลต์
  • pH อยู่ระหว่าง 6.5–8.5 วิเคราะห์ด้วยวิธี Electrometric คือวัดด้วยพีเอชมิเตอร์

ด้านเคมีทั่วไป

  • ของแข็งละลายน้ำทั้งหมด (TDS) ไม่เกิน 500 มก./ล. วิธีเดียวที่ระบุคืออบแห้งที่ 180°C แล้วชั่งน้ำหนัก
  • ความกระด้างในรูป CaCO₃ ไม่เกิน 300 มก./ล. ไทเทรตด้วย EDTA
  • ซัลเฟตไม่เกิน 250 มก./ล. และคลอไรด์ไม่เกิน 250 มก./ล.
  • ไนเตรตในรูป NO₃ ไม่เกิน 50 มก./ล. และไนไตรต์ในรูป NO₂ ไม่เกิน 3 มก./ล.
  • ฟลูออไรด์ไม่เกิน 0.7 มก./ล.

โลหะหนัก

  • เหล็กไม่เกิน 0.3 มก./ล. และแมงกานีสไม่เกิน 0.08 มก./ล.
  • ทองแดงไม่เกิน 1 มก./ล. และสังกะสีไม่เกิน 3 มก./ล.

โลหะหนักที่เป็นพิษ

  • ตะกั่วไม่เกิน 0.01 มก./ล. โครเมียมรวมไม่เกิน 0.05 มก./ล. และแคดเมียมไม่เกิน 0.003 มก./ล.
  • สารหนูไม่เกิน 0.01 มก./ล. และปรอทไม่เกิน 0.001 มก./ล.

ด้านชีวภาพ

  • โคลิฟอร์มแบคทีเรียและอีโคไล ต้องตรวจไม่พบในน้ำ 100 มล. เมื่อใช้วิธี Presence-Absence หรือต้องน้อยกว่า 1.1 MPN ต่อ 100 มล. เมื่อใช้วิธี MPN

ท้ายตารางมีหมายเหตุอีกข้อที่คนดูแลระบบควรจำให้ขึ้นใจ คลอรีนอิสระคงเหลือที่ปลายเส้นท่อต้องอยู่ที่ 0.2–0.5 มก./ล. ค่านี้ใช้ในระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำประปา ไม่ได้เป็นหนึ่งใน 21 ค่าที่ใช้รับรอง แต่เป็นค่าเดียวที่บอกได้ทุกวันว่าการฆ่าเชื้อยังไปถึงก๊อกของคนใช้น้ำหรือไม่

สิ่งที่เปลี่ยนจากฉบับ 2563

เราวางตารางสองฉบับเทียบกันทีละรายการ ตัวเลขที่เปลี่ยนมีสองค่า อีก 19 ค่าเท่าเดิม แต่การเปลี่ยนเรื่องวิธีวิเคราะห์และห้องปฏิบัติการกระทบการทำงานมากกว่าตัวเลข

  • ความขุ่น จากไม่เกิน 5 NTU เป็นไม่เกิน 4 NTU
  • แมงกานีส จากไม่เกิน 0.3 มก./ล. เป็นไม่เกิน 0.08 มก./ล. เข้มขึ้นเกือบสี่เท่า
  • TDS ฉบับ 2563 รับทั้งวิธีชั่งน้ำหนักและวิธี Electrometric ที่คำนวณจากค่าการนำไฟฟ้า ฉบับ 2569 เหลือวิธีอบแห้งที่ 180°C แล้วชั่งน้ำหนักวิธีเดียว
  • ไนเตรตและไนไตรต์ ตัดวิธี Cadmium reduction ออก เพิ่ม Flow injection analysis ให้ทั้งสองค่า และเพิ่ม Enzymatic reduction ให้ไนเตรต
  • ข้อ 5 ฉบับเดิมอ้าง Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater ฉบับที่ 23 (ค.ศ. 2017) ฉบับใหม่ให้ใช้ฉบับล่าสุดหรือวิธีมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่า และต้องวิเคราะห์โดยห้องปฏิบัติการของหน่วยงานรัฐหรือห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025

ความขุ่นและแมงกานีสค่าใหม่เท่ากับค่าที่ประกาศฉบับที่ 462 ใช้กับน้ำดื่มบรรจุขวดอยู่แล้ว คือ 4 NTU และ 0.08 มก./ล. ส่วนความกระด้างยังห่างกันมาก น้ำประปายอมให้ถึง 300 มก./ล. น้ำบรรจุขวดไม่เกิน 100 มก./ล.

สองการประปาใหญ่ใช้ค่าชุดนี้อยู่ก่อนแล้ว มาตรฐานคุณภาพน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคฉบับเดือนตุลาคม 2567 กำหนดความขุ่นไม่เกิน 4 NTU และแมงกานีสไม่เกิน 0.08 มก./ล. เกณฑ์ของการประปานครหลวง พ.ศ. 2565 กำหนดแมงกานีส 0.08 มก./ล. และความขุ่นไม่เกิน 1.0 NTU ซึ่งเข้มกว่าเกณฑ์กรมอนามัยเสียอีก เกณฑ์ใหม่จึงแทบไม่เปลี่ยนอะไรในพื้นที่ของ กปน. และ กปภ. แต่เปลี่ยนมากสำหรับประปาหมู่บ้านและประปาท้องถิ่น

ถ้าต้องเลือกเรื่องเดียวที่ควรรีบทำ เราจะตรวจแมงกานีสใหม่ก่อน ระบบที่เคยผ่านด้วยแมงกานีส 0.1 ถึง 0.3 มก./ล. คือระบบที่ผ่านรอบก่อนและจะไม่ผ่านรอบหน้า โดยที่น้ำไม่ได้เปลี่ยนเลย ในรายงานปี 2568 ระบบที่แมงกานีสเกินเกณฑ์เดิมกระจายอยู่ใน 68 จังหวัด และสัดส่วนน้ำบาดาลกับน้ำผิวดินใกล้เคียงกับระบบทั้งหมดที่ตรวจ จึงไม่มีกลุ่มไหนที่ข้ามค่านี้ได้ ความขุ่นต่างออกไป ระบบที่ความขุ่นเกิน 5 NTU มี 60.7% ใช้น้ำผิวดิน ทั้งที่ระบบน้ำผิวดินมีเพียง 38.9% ของที่ตรวจ ระบบที่ใช้น้ำผิวดินจึงควรดูความขุ่นก่อน

อีกเรื่องที่ทำให้สับสนได้ง่าย กรมอนามัยมีอีกฉบับหนึ่งคือเกณฑ์เสนอแนะคุณภาพน้ำบริโภคเพื่อการเฝ้าระวัง พ.ศ. 2563 ซึ่งใช้กับน้ำบริโภคทุกแหล่ง ทั้งน้ำประปา น้ำบ่อตื้น น้ำบาดาล และน้ำฝน ฉบับนั้นไม่ได้ถูกยกเลิกโดยประกาศใหม่ และ ณ วันที่เราตรวจยังไม่มีฉบับใหม่มาแทน จึงยังใช้ความขุ่น 5 NTU และแมงกานีส 0.3 มก./ล. อยู่ ถ้าเอกสารไหนอ้างค่าเดิม ให้ดูก่อนว่าอ้างฉบับไหน

การรับรองน้ำประปาดื่มได้ทำงานอย่างไร

ข้อกำหนดการรับรองน้ำประปาหมู่บ้านที่สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำเผยแพร่ ให้เก็บตัวอย่างสองจุด คือก๊อกจากหอถังสูงในระบบผลิต กับปลายสุดของท่อจ่ายหลัก โดยปลายท่อเก็บ 1 ตัวอย่างต่อประชากรราว 5,000 คน เก็บสองรอบ และต้องผ่านทั้งสองรอบติดกัน ใบรับรองมีอายุ 2 ปี หลังได้รับรองต้องส่งตรวจครบทุกค่าปีละครั้ง และตรวจภาคสนามที่ปลายท่ออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยวัดคลอรีนอิสระคงเหลือให้อยู่ที่ 0.2–0.5 มก./ล. หรือตรวจด้วยชุดตรวจโคลิฟอร์ม อ.11 ถ้าผลเป็นบวกต้องแก้ไขทันที

เอกสารข้อกำหนดชุดนี้ลงเว็บไซต์เมื่อปี 2564 และยังอ้างเกณฑ์ พ.ศ. 2553 อยู่ ตัวเลขที่ใช้ตัดสินตอนนี้คือเกณฑ์ 2569 แต่รอบการเก็บตัวอย่างอาจถูกปรับตามไปด้วย ควรถามศูนย์อนามัยเขตก่อนวางแผน ข้อกำหนดของระบบประปาเขตเมือง โรงพยาบาล โรงเรียน และโรงแรม แยกเป็นคนละชุดในหน้าเดียวกัน ฉบับเขตเมืองกำหนดเพิ่มว่าเมื่อคลอรีนที่ปลายท่อต่ำกว่า 0.2 มก./ล. ต้องเก็บตัวอย่างตรวจแบคทีเรียทุกครั้ง

ค่าไหนวัดเองหน้างานได้ ค่าไหนต้องส่งแล็บ

ข้อ 5 ปิดทางเรื่องผลรับรองไว้ชัด ผลที่ยื่นต้องมาจากแล็บของรัฐหรือแล็บ ISO/IEC 17025 เท่านั้น แต่ระบบประปาไม่ได้เดินด้วยผลรับรองปีละครั้ง มันเดินด้วยค่าที่คนดูแลวัดเองทุกสัปดาห์หรือทุกวัน และค่าที่วัดเองได้จริงมีไม่กี่ตัว

คลอรีนอิสระคงเหลือ: วัดที่ปลายท่อ

ถ้าจะซื้อเครื่องมือชิ้นเดียว ให้เป็นเครื่องวัดคลอรีนอิสระ รายงานเฝ้าระวังปี 2568 อ้างผลประเมินของกรมทรัพยากรน้ำว่า ระบบประปาหมู่บ้าน 83.1% ไม่เคยวัดคลอรีนอิสระคงเหลือที่ปลายท่อเลย และ 75.4% ไม่มีเครื่องตรวจคลอรีน ส่วนผลตรวจของกรมอนามัยเองในรายงานฉบับเดียวกัน โคลิฟอร์มเกินเกณฑ์ใน 76.6% ของระบบที่ตรวจ สองตัวเลขนี้เป็นเรื่องเดียวกัน

เก็บน้ำจากก๊อกจุดที่ไกลที่สุดของระบบ เปิดน้ำทิ้งก่อนเก็บ และอ่านทันที เพราะคลอรีนลดลงตั้งแต่อยู่ในขวด กรมอนามัยมีชุดทดสอบ อ.31 ที่เทียบสีกับขวดสีมาตรฐาน 3 ระดับ คือ 0.2, 0.5 และ 1.0 มก./ล. ศูนย์ห้องปฏิบัติการกรมอนามัยระบุว่าผลสอดคล้องกับวิธีมาตรฐานในห้องปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 97% และน้ำยาหนึ่งขวดใช้ได้ 60 ตัวอย่าง

อ.31 บอกได้ว่าน้ำอยู่ในช่วงหรือไม่ แต่บอกตัวเลขไม่ได้ ถ้าต้องการเห็นว่าคลอรีนที่ปลายท่อค่อย ๆ ลดจาก 0.4 ลงมา 0.25 ก่อนหลุดเกณฑ์ ต้องใช้เครื่องอ่านค่า เครื่องวัดคลอรีนอิสระ HI701 อ่านได้ 0.00–2.50 มก./ล. ละเอียด 0.01 มก./ล. ด้วยวิธี DPD ที่ปรับจาก USEPA 330.5 ซึ่งครอบช่วง 0.2–0.5 ได้สบาย

ความขุ่น: เครื่องพกพาใช้หลักการเดียวกับเกณฑ์

วิธี Nephelometric คือวัดแสงที่กระเจิงออกด้านข้างของหลอดตัวอย่าง เครื่องวัดความขุ่นแบบพกพาทำงานแบบนี้อยู่แล้ว HI93703 ออกแบบตาม ISO 7027 อ่านได้ 0.00–50.00 FTU ละเอียด 0.01 FTU และสอบเทียบ 3 จุดที่ 0, 10 และ 500 FTU ความคลาดเคลื่อนตามสเปกคือ ±0.5 FTU หรือ ±5% ของค่าที่อ่านได้ แล้วแต่ค่าไหนมากกว่า

ตัวเลขนี้สำคัญขึ้นเมื่อเกณฑ์ลดเหลือ 4 NTU ค่าที่อ่านได้ 3.6 อาจเป็น 4.1 จริงก็ได้ ผลที่อยู่ใกล้เกณฑ์ควรส่งแล็บยืนยัน ค่าที่เพี้ยนหน้างานส่วนใหญ่มาจากหลอดตัวอย่างที่มีรอยนิ้วมือหรือฟองอากาศ ไม่ใช่จากตัวเครื่อง เครื่องตาม ISO 7027 แสดงหน่วย FTU ส่วนเกณฑ์เขียนเป็น NTU ทั้งสองหน่วยอิงสารมาตรฐานฟอร์มาซินเหมือนกัน แต่ใช้แสงต่างความยาวคลื่น

pH: วิธี Electrometric ก็คือพีเอชมิเตอร์

สอบเทียบพีเอชมิเตอร์ด้วยบัฟเฟอร์อย่างน้อยสองจุดในวันที่วัด และวัดที่อุณหภูมิของตัวอย่างจริง เกณฑ์เป็นช่วง 6.5–8.5 จึงต้องดูทั้งสองด้าน ในรายงานปี 2568 ระบบที่ pH หลุดช่วงมี 565 แห่ง หรือ 11.6% ของที่ตรวจ

TDS: วัดเองได้ แต่ใช้ยื่นไม่ได้แล้ว

ปากกาวัด TDS คำนวณจากค่าการนำไฟฟ้าคูณตัวคูณ เป็นเครื่องมือดูแนวโน้มที่ดี ถ้าค่าที่เคยอยู่ราว 200 กระโดดเป็น 450 มก./ล. แปลว่าน้ำดิบหรือระบบเปลี่ยน แต่ตั้งแต่ฉบับ 2569 วิธีที่ใช้รับรองเหลือการอบแห้งที่ 180°C แล้วชั่งน้ำหนักเท่านั้น งานนี้ต้องใช้ตู้อบที่คุมอุณหภูมิ 180°C ได้คงที่ และเครื่องชั่งวิเคราะห์ ซึ่งเป็นงานของแล็บ ไม่ใช่งานหน้างาน

โคลิฟอร์ม: อ.11 ใช้คัดกรอง ไม่ใช่ผลรับรอง

อาหารตรวจเชื้อ อ.11 เป็นชุดทดสอบภาคสนามที่กรมอนามัยคิดค้นให้ชุมชนใช้เอง เช็ดปากก๊อกด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ 70% เปิดน้ำทิ้งราว 1 นาที เติมน้ำตัวอย่างถึงขีดที่ 4 ของขวด แล้วตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง 25–40°C นาน 24–48 ชั่วโมง ถ้าอาหารตรวจเชื้อเปลี่ยนจากสีแดงเป็นน้ำตาล ส้ม หรือเหลือง ขุ่น และมีฟองแก๊สเมื่อเขย่าเบา ๆ แปลว่าพบโคลิฟอร์ม ชุดนี้ไม่ได้แยกว่าเป็นอีโคไลหรือไม่ เอกสารของศูนย์ห้องปฏิบัติการกรมอนามัยระบุว่าผลสอดคล้องกับวิธี Multiple-Tube Fermentation ไม่น้อยกว่า 84.5%

ตัวเลข 84.5% คือเหตุผลที่ อ.11 เป็นเครื่องมือคัดกรอง ผลบวกคือสัญญาณให้แก้ระบบและเก็บตัวอย่างส่งแล็บ ผลลบไม่ใช่ใบรับรอง แล็บที่ทำ Presence-Absence หรือ MPN ตามเกณฑ์ต้องบ่มตัวอย่างในตู้บ่มเชื้อที่คุมอุณหภูมิได้ ไม่ใช่อุณหภูมิห้อง

ค่าที่เหลือ: ส่งแล็บ

โลหะหนักที่เป็นพิษทั้งห้าตัวมีเกณฑ์ระดับ 0.001–0.05 มก./ล. และวิธีในตารางคือ AAS แบบ Graphite Furnace, ICP หรือเทคนิคระดับเดียวกัน ไม่มีชุดทดสอบหน้างานตัวไหนใช้แทนได้ ส่วนเหล็ก แมงกานีส ไนเตรต ไนไตรต์ และฟลูออไรด์ มีโฟโตมิเตอร์และชุดทดสอบแบบพกพาที่ใช้หลักการเกิดสีแบบเดียวกับวิธี Spectrophotometry ในตาราง ใช้คัดกรองได้ แต่ต้องดูความละเอียดของเครื่องก่อน แมงกานีสที่ 0.08 มก./ล. ต้องใช้วิธีช่วงต่ำ ถ้าเครื่องที่มีอยู่อ่านละเอียดได้แค่ 0.1 มก./ล. ก็บอกไม่ได้ว่าน้ำผ่านเกณฑ์ใหม่หรือไม่

กรมอนามัยเองทำแบบนี้ รายงานการทวนสอบเทคนิคการตรวจคุณภาพน้ำด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ปี 2566 ใช้โฟโตมิเตอร์แบบพกพาวัดคลอรีนอิสระ สี เหล็ก แมงกานีส ความกระด้าง ไนเตรต ไนไตรต์ ซัลเฟต ฟลูออไรด์ ทองแดง และสังกะสี คู่กับเครื่องวัดความขุ่นแบบพกพา และกำหนดให้เทียบค่าที่วัดภาคสนามกับผลวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการ ชุดทดสอบของกรมอนามัยเองก็เขียนไว้ว่าไม่ได้พัฒนามาเพื่อทดแทนการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ

กรมอนามัยเผยแพร่รายชื่อและที่อยู่ห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพน้ำที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 (opens in a new tab) เป็นไฟล์ Excel ฉบับล่าสุดลงวันที่ 25 เมษายน 2568 ใช้หาแล็บในภูมิภาคก่อนเก็บตัวอย่างได้

ก่อนเก็บตัวอย่างส่งแล็บ

ข้อ 5 กำหนดให้การเก็บและรักษาตัวอย่างเป็นไปตาม Standard Methods ด้วย ไม่ใช่แค่การวิเคราะห์ ขวดสำหรับตรวจแบคทีเรียต้องปลอดเชื้อและมีสารหยุดฤทธิ์คลอรีน ขวดสำหรับโลหะหนักใช้คนละขวดกับขวดตรวจเคมีทั่วไป ถามแล็บก่อนเก็บว่าต้องใช้ขวดแบบไหน ปริมาตรเท่าไร และต้องส่งถึงภายในกี่ชั่วโมง ตัวอย่างที่เก็บผิดขวดคือค่าตรวจที่เสียไปฟรี

สิ่งที่เราตรวจสอบ

เราอ่านตารางแนบท้ายประกาศฉบับ พ.ศ. 2569 จากไฟล์ที่ลงนามแล้ว และเทียบกับฉบับ พ.ศ. 2563 ทีละรายการ เอกสารของกรมอนามัยทุกฉบับที่อ้างในบทความนี้ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ และศูนย์ห้องปฏิบัติการกรมอนามัย เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ตัวเลขประปาหมู่บ้านมาจากรายงานเฝ้าระวังปีงบประมาณ 2568 ซึ่งประเมินด้วยเกณฑ์ปี 2563 ค่าของการประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาคอ่านจากเอกสารเกณฑ์ของทั้งสองหน่วยงานโดยตรง สเปกเครื่องมือมาจากหน้าสินค้าของเราซึ่งอ้างเอกสารผู้ผลิต

สิ่งที่เรายังไม่ได้ตรวจคือศูนย์อนามัยแต่ละเขตจะเริ่มใช้เกณฑ์ใหม่กับการตรวจรับรองรอบใด และใบรับรองที่ออกตามเกณฑ์ 2563 จะถูกทบทวนเมื่อไร ถ้าระบบของคุณกำลังจะยื่นขอรับรอง ให้ถามศูนย์อนามัยเขตในพื้นที่ก่อนเก็บตัวอย่าง

แหล่งอ้างอิง

ข้อมูลด้านกฎระเบียบในบทความนี้อ้างอิงจากเอกสารต้นทางต่อไปนี้

  1. ประกาศกรมอนามัย เรื่อง เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2569 · สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (ตรวจสอบเมื่อ 2026-09-28)
  2. ประกาศกรมอนามัย เรื่อง เกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2563 (ยกเลิกโดยฉบับ พ.ศ. 2569) · สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (ตรวจสอบเมื่อ 2026-09-28)
  3. ประกาศกรมอนามัย เรื่อง เกณฑ์เสนอแนะคุณภาพน้ำบริโภคเพื่อการเฝ้าระวัง กรมอนามัย พ.ศ. 2563 · สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (ตรวจสอบเมื่อ 2026-09-28)
  4. ข้อกำหนดการรับรองน้ำประปาดื่มได้ (ประปาหมู่บ้าน เขตเมือง โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม) · สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (ตรวจสอบเมื่อ 2026-09-28)
  5. รายงานเฝ้าระวังคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน ปีงบประมาณ 2568 · สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (ตรวจสอบเมื่อ 2026-09-28)
  6. รายชื่อ ที่อยู่ ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และทดสอบคุณภาพน้ำ ที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 · สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (ตรวจสอบเมื่อ 2026-09-28)
  7. กรมอนามัย ย้ำ ท้องถิ่นเร่งปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้าน หลังพบการปนเปื้อนแบคทีเรีย (20 พฤศจิกายน 2567) · กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (ตรวจสอบเมื่อ 2026-09-28)
  8. รายงานสรุปผลการทวนสอบเทคนิคการตรวจสอบคุณภาพน้ำโดยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ · สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (ตรวจสอบเมื่อ 2026-09-28)
  9. มาตรฐานคุณภาพน้ำประปา การประปาส่วนภูมิภาค · การประปาส่วนภูมิภาค (ตรวจสอบเมื่อ 2026-09-28)
  10. ประกาศการประปานครหลวง เรื่อง เกณฑ์กำหนดคุณภาพน้ำประปาของการประปานครหลวง พ.ศ. 2565 · การประปานครหลวง (ตรวจสอบเมื่อ 2026-09-28)
  11. การใช้อาหารตรวจเชื้อแบคทีเรีย (อ 11) ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำบริโภคโดยชุมชน · ศูนย์ห้องปฏิบัติการกรมอนามัย กรมอนามัย (ตรวจสอบเมื่อ 2026-09-28)
  12. ชุดตรวจสอบคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำดื่ม (อ 31) · ศูนย์ห้องปฏิบัติการกรมอนามัย กรมอนามัย (ตรวจสอบเมื่อ 2026-09-28)